Daily Archives: January 30, 2014

 

'guruwan' เว็บรวมสินค้าไทยเกรดพรีเมียม หน้าร้านเอสเอ็มอี ไอเดียเจ้าของศรีพันวา
นายวรสิทธิ์ อิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Guruwan.com

เมื่อด้านงานอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เร้าใจ เท่าการลงมือขายของออนไลน์ที่ทายาทตระกูล “อิสระ” เจ้าของโรงแรมชื่อดังเมืองภูเก็ต ‘ศรีพันวา’ ที่เขามองว่าเทรนด์ธุรกิจอีคอมเมิร์ชเป็นธุรกิจแห่งโลกอนาคต ทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ เขาตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นกับธุรกิจเอสเอ็มอี เปิดเว็บ “guruwan.com” ขายสินค้าคุณภาพดี มีดีไซน์ไม่ซ้ำ โดยฝีมือคนไทยล้วนๆ

นายวรสิทธิ์ อิสระ หรือที่รู้จักกันในนามของ “ปลาวาฬ อิสระ” แห่งศรีพันวา ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูในจังหวัดภูเก็ต และติดอันดับ 3 ของรีสอร์ทที่หรูหราที่สุดในประเทศไทย เขายังสนใจเทรนด์ธุรกิจออนไลน์ นำสินค้าไทยเกรดพรีเมียม ขายผ่านเว็บให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์คุณค่าสินค้าไทย

'guruwan' เว็บรวมสินค้าไทยเกรดพรีเมียม หน้าร้านเอสเอ็มอี ไอเดียเจ้าของศรีพันวา

www.guruwan.com กำเนิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และได้รับการตอบดีจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย รงมถึงผู้ซื้อทั้งในและต่างชาติเรื่อยมา ทำให้ขณะนี้เขามีสินค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์แล้วกว่า 2,800 ชิ้น จาก 200 บริษัท แต่ไอเดียธุรกิจนี้ ไม่ได้เกิดมาจากความอยากลองธุรกิจทำด้านนี้เพียงอย่างเดียว แต่คุณปลาวาฬ มีการศึกษาตัวเลขอัตราการเติบโตในธุรกิจออนไลน์ และพฤติกรรมของคนทั่วโลกเกี่ยวกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้

'guruwan' เว็บรวมสินค้าไทยเกรดพรีเมียม หน้าร้านเอสเอ็มอี ไอเดียเจ้าของศรีพันวา

เขาเริ่มปิ๊งไอเดียธุรกิจจากกระแสมือถือแบล็คเบอร์รี่ (Blackberry) ฮิตติดลมบน และเป็นช่วงเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่เข้ามาบทบาทในชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณแห่งอนาคตที่ต่อไปทุกคนจะเข้าสู่วงจรนี้อย่างแน่นอน รวมถึงเมื่อสังเกตจากการจองห้องพักที่ศรีพันวา พบว่ากว่า 40% ลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกจองผ่านออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเขาให้มุ่งสู่โลกธุรกิจออนไลน์ยิ่งขึ้น

แต่จะทำอย่างไรให้เว็บขายของออนไลน์น้องใหม่ในวงการอย่าง guruwan ไม่ซ้ำใคร รวมถึงรูปแบบการซื้อขายสินค้าต้องสะดวกทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลาง และลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก บังเอิญเขาได้มีโอกาสไปงาน BIH&BIH (งานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน) ก็เกิดไอเดียที่จะนำสินค้าเหล่านี้มาขายบนเว็บ เพราะต้องการโชว์ศักยภาพสินค้าไทยที่มีคุณภาพ แถมยังได้รับการออกแบบที่ทันสมัยไม่แพ้สินค้าต่างชาติ

'guruwan' เว็บรวมสินค้าไทยเกรดพรีเมียม หน้าร้านเอสเอ็มอี ไอเดียเจ้าของศรีพันวา

“ผมมีโอกาสไปเดินดูสินค้าที่งาน BIG ก็พบว่าสินค้าของไทยสวยๆ เยอะ แถมยังมีคุณภาพ ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ส่งออกระดับแนวหน้า ผมจึงอยากคัดเลือกสินค้าเหล่านี้มาขายผ่านเว็บไซต์ โดยเบื้องต้นผมติดต่อกับผู้ประกอบการเอง โดยเสนอเงื่อนไขการเป็นคู่ค้าร่วมกัน แต่ผู้ประกอบการไม่ต้องนำสินค้ามาให้กับ guruwan แต่เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ก็จะแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบ เพื่อส่งสินค้าถึงมือลูกค้าเอง ทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกดีเพราะได้แพคสินค้าเองกับมือ ถือเป็นการทำธุรกิจที่ทุกฝ่ายพอใจ และช่วงหลังๆ ก็มีเอสเอ็มอีเข้ามาติดต่อค้าขายกับเราโดยตรง”

แล้วเว็บ guruwan จะได้อะไร…

เป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้ เพราะดูเหมือน guruwan จะเป็นเพียงสื่อกลางและหน้าร้านให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คุณปลาวาฬ บอกว่า เขาจะมีรายได้ประมาณ 20% จากการขายสินค้าแต่ละชิ้น ในฐานะที่สร้างเว็บไซต์ให้มีความน่าเชื่อถือและลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจ โดยที่ผ่านมาไม่น่าเชื่อว่าสินค้าประเภทเครื่องประดับ จิวเวอรี่ เป็นสินค้าขายดีในเว็บไซต์ ทั้งที่หลายคนมองว่า ต้องได้มาสัมผัสของจริงจึงจะตัดสินใจซื้อ แต่สำหรับชาวนอร์เวย์ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย รัสเซีย กลับเลือกซื้อจากช่องทางนี้ รองลงมาเป็นสินค้าประเภทแฟชั่น และแอสเซสเซอรี่ (Accessories) ต่างๆ จะได้รับการตอบดีจากชาวเอเชีย

'guruwan' เว็บรวมสินค้าไทยเกรดพรีเมียม หน้าร้านเอสเอ็มอี ไอเดียเจ้าของศรีพันวา

การคัดเลือกสินค้าก่อนที่จะนำมาขายในเว็บไซต์ guruwan ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคุณปลาวาฬ จะต้องเช็คข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าเป็นผู้ประกอบการคนแรกที่ทำสินค้าดังกล่าวขึ้น ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร จากนั้นเดินทางไปดูสินค้าด้วยตัวเอง เพื่อเช็คคุณภาพ และเห็นสินค้าจริง โดยเขาตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้ามาชมเว็บไซต์นี้มากกว่า 3 ล้านคน/เดือน มียอดขายสินค้าผ่านเว็บราว 90-130 ล้านบาท/ปี จากราคาสินค้าเริ่มต้นที่ประมาณ 500-7,000 บาทโดยจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต และระบบ Pay Pal สำหรับอนาคต guruwan จะลุยตลาดทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค อย่าง อินสตราแกรม ที่มีศักยภาพสูงในธุรกิจออนไลน์ ณ เวลานี้

       ***สนใจติดต่อ 0-2308-2198 หรือที่ www.guruwan.com*** 

ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV

เซเว่นฯบุกตลาดAEC
เล็งลุยธุรกิจค้าปลีก
4ประเทศลุ่มน้ำโขง
หอฯแนะต้องอดทน

นายปิยะวัฒน์ ฐิติสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพีออลล์ และประธานคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางซีพีออลล์ต้องการช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม โดยการจัดการสัมมนาถ่ายทอดข้อมูลความรู้ให้กับผู้ประกอบการขึ้นมาในงาน CP ALL SMEs FORUM 2014 หัวข้อเรื่อง “บุกตลาด CLMV…อนาคต SMEs ไทย ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดธุรกิจของตนได้

สำหรับส่วนของเซเว่นอีเลฟเว่น มีการตั้งเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจไปภายในประเทศอีก 600 สาขาทั่วประเทศ หรือกว่า 8,000 สาขาในสิ้นปี โดยในปี’57 นี้มีการตั้งเป้าให้ธุรกิจเติบโต 5% ซึ่งในปี’56 ที่ผ่านมา เซเว่นอีเลฟเว่น ก็สามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่วางไว้ 5% เช่นกันแม้จะมีปัญหาการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากสินค้าในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นสินค้าจำเป็น ที่เน้นเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย

ด้านนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า การเปิดเออีซีในปี’58 จะเป็นการรวมกลุ่ม สร้างความร่วมมือรวมกันเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม มีการเคลื่อนย้ายเสรีด้านสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานมีฝีมือ ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีมากขึ้น และด้วยจำนวนประชากรกว่า 600 ล้านคน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเป็นตลาดใหญ่ ที่อยู่ในความสนใจของนักธุรกิจทั้งในและนอกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือที่เรียกว่ากลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งมีประชากรรวม 170 ล้านคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง เฉลี่ยตั้งแต่ ปี 2554-2556 ไม่ต่ำกว่า 6.5% ซึ่งเห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องมีความอดทนในการทำธุรกิจ CLMV

“การทำธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV ในช่วงเริ่มต้นผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความไม่สะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการเงินการธนาคาร ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร รวมถึงความเสี่ยงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และกฎระเบียบในแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างเป็นลักษณะเฉพาะตัว ผู้ประกอบการจึงต้องมีความอดทน และเตรียมการรับมือข้อจำกัดเหล่านี้”

พบ SMEs กว่าล้านรายรู้จัก AEC แค่ผิวเผิน

ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกว่า 1.3 ล้านรายยังไม่เข้าใจกฎระเบียบ AEC อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะการลดภาษีศุลภากร ขณะที่บางส่วนเผยยังไม่พร้อมเข้าสู่ AEC

ศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ทำการสำรวจกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2556 ถึงช่วงต้นเดือนมกราคม 2557 พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการถึง 1.3 ล้านรายยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน (เออีซี) ไม่ชัดเจน และยังไม่เข้าใจว่าธุรกิจของตนมีโอกาสหรือต้องเริ่มต้นลงทุนอย่างไรในเออีซี

โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 38.04% ให้เหตุผลว่าการประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจแต่ละประเภทมีโอกาส อุปสรรคอย่างไรและต้องปรับตัวอย่างไร ผู้ประกอบการ 29.71% ตอบว่าเพราะการประชาสัมพันธ์ยังน้อย ผู้ประกอบการ 16.67% ตอบว่าไม่สนใจติดตามข้อมูลเออีซีเพราะไม่มีเวลาศึกษา โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าควรมีการอบรมให้ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับเออีซีในธุรกิจแต่ละประเภทในเชิงปฏิบัติมากขึ้น

“ตั้งแต่ปี 53 เป็นต้นมาที่เริ่มมีการสำรวจผู้ประกอบการเกี่ยวกับความเข้าใจภาพรวมของเออีซีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถึงปัจจุบันจะเห็นว่าผู้ประกอบการมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมเออีซีเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งโจทย์ในปัจจุบันนี้ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ใช่เพียงการให้ความรู้แค่เรื่องเออีซีอย่างเดียว แต่ควรเป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าใจในธุรกิจของตัวเองมากขึ้นว่าจะมีโอกาสอย่างไรในเออีซี ต้องมีการลงทุนอย่างไรมากขึ้น”

สำหรับเรื่องที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่เข้าใจมากที่สุดคือ กรอบการลดภาษีศุลกากร การลดอัตราภาษี 13.80%, การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร 13.76%, การขจัดมาตรการที่มิใช่ภาษี 13.03%, มาตรฐานสินค้าร่วมของอาเซียน 12.41% ส่วนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในเออีซี ผู้ประกอบการ 50.40% ตอบว่ายังไม่พร้อมที่จะแข่งขัน เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเออีซี เช่น กฎระเบียบของประเทศในเออีซี, การปรับตัวเข้าสู่เออีซี, การใช้ประโยชน์จากเออีซี เป็นต้น

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV

 

ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดทำรายงานเรื่อง อาหารไทยสู่อาเซียนด้วย Primary GMP หรือหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตขั้นต้น สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารยังไม่ได้รับการยอมรับด้าน มาตรฐานการผลิตในระดับสากล ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญ ต่างจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ได้รับ GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มข้นกว่า

หลักเกณฑ์ Primary GMP หรือ GMP ขั้นต้น จะสร้างมาตรฐานอาหารไทยสู่สากลเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทำให้อาหารมีคุณภาพและปลอดภัย สถานที่ผลิตมีมาตรฐาน คำนึงถึงทุกขั้นตอนของการผลิต มีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

สำหรับนิยามของ Primary GMP กระทรวงสาธารณสุขได้ออกเป็นประกาศกระทรวงฯ (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2555 กำหนดเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย เป็นหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตขั้นต้น สำหรับกลุ่มอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันที และกลุ่มอาหารทั่วไป

หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะคล้ายกับ GMP สุขลักษณะทั่วไป ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ. 2543 มี 6 ข้อ ประกอบด้วย สถานที่ตั้งและอาคารผลิต เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต การควบคุมกระบวนการผลิต การสุขาภิบาล การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด และบุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน แต่มีข้อแตกต่าง อาทิ

1.สถานที่ตั้งและการผลิต เกณฑ์ขั้นต้นอาจผลิตเป็นบริเวณได้ แต่ต้องสามารถป้องกันสัตว์และแมลงเข้าสู่การผลิต 2.เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต เกณฑ์ขั้นต้นไม่ได้เน้นการออกแบบและจำนวน 3.การบำรุงรักษาและการทำความสะอาด เกณฑ์ขั้นต้นไม่ได้กำหนดเรื่อง การเก็บ และการลำเลียงอุปกรณ์ที่ทำความสะอาดแล้ว 4.บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติ เกณฑ์ขั้นต้นไม่ได้เน้นเรื่อง การใช้ถุงมือ และเรื่องการฝึกอบรม โดยให้ระบุแสดงคำเตือน “ห้ามมิให้บุคคลใดแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจในสถานที่ผลิตอาหาร”

โดยภายในปี 2558 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน (โอท็อป) และเอสเอ็มอี พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน Primary GMP จำนวน 20,000 แห่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ