Category: เทคโนโลยี

เฟซบุ๊กเคลียร์ชัด โพสต์แบบไหน “รับได้”

เฟซบุ๊ก (Facebook) ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียอัปเดตคู่มือการใช้งาน เพิ่มความชัดเจนในการโพสต์ภาพ ที่มีความใกล้เคียงกับภาพโป๊เปลือย การใช้ความรุนแรง ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และหัวข้อที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางแล้ว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะความแตกต่างได้

เพราะมีผู้ใช้งานกว่าพันล้านคน จึงไม่แปลกที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กบางคนจะตีมึนโพสต์ในสิ่งที่เว็บไซต์ห้าม หรืออาจเป็นเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงทำให้ไม่เข้าใจในนโยบาย แต่ล่าสุด ทางยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียรายนี้ได้ออกมาปรับปรุงนโยบายการใช้งานดังกล่าวแล้ว โดยได้เพิ่มตัวอย่างที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ใช้ให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น คู่มือการใช้งานตัวใหม่ของเฟซบุ๊กประกาศว่า ไม่มีนโยบายให้ใช้เฟซบุ๊กเผยแพร่ภาพกราฟิกที่มีเข้าข่ายภาพของกลุ่มผู้นิยมการทรมานผู้อื่นเพื่อความสุขของตัวเอง หรือการใช้ความรุนแรงอีกต่อไป

หรือการเผยแพร่ภาพโป๊เปลือยก็จะถูกตัดออกเช่นกัน โดยจะยินยอมให้มีการเผยแพร่ภาพเปลือยได้ในบางกรณี เช่น การเผยแพร่ข้อมูลทางการแพทย์ การให้ความรู้ด้านการให้นมบุตร และการให้ความรู้ด้านศิลปะ

การเพิ่มเติมนโยบายในการใช้งานครั้งนี้ได้ประกาศด้วยว่า จะไม่ยอมให้ผู้ใช้งานใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการก่อการร้าย, อาชญากรรม และการสร้างความเกลียดชังอีกต่อไป

นอกจากเฟซบุ๊กแล้ว ค่ายทวิตเตอร์ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ตัดการเชื่อมต่อของกลุ่ม IS ออก ซึ่งมีการต่อต้าน รวมถึงการข่มขู่ตามมาอีกไม่น้อย โดยมีรายงานระบุว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์กว่า 46,000 คนเลยทีเดียวที่มีการเชื่อมโยงไปยังกลุ่มกบฏดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียจะหันมาให้ความสนใจกับประเด็นการก่อการร้าย-การใช้ความรุนแรงกันมากขึ้น เพราะในแง่ธุรกิจแล้ว หากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ ไม่สามารถจัดการกับกลุ่มผู้ใช้งานในลักษณะดังกล่าวได้ การขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมสูงก็อาจเป็นไปไม่ได้นั่นเอง

“คู่มือตัวใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เฟซบุ๊กเป็นสถานที่ที่สามารถเติมพลังให้กับผู้คน และจูงใจให้คนหันมาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ” Monika Bickert ผู้บริหารด้านนโยบายระดับสากลของเฟซบุ๊กกล่าว

“เราได้รับคำแนะนำจากผู้คนมากมายว่าจะเป็นการดีหากคู่มือการใช้งานเฟซบุ๊กมีการให้ข้อมูลที่ชัดเจน พร้อมยกตัวอย่าง นี่จึงเป็นสิ่งที่เราเพิ่มเติมขึ้น”

จากตัวเลขการร้องขอข้อมูลจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่เฟซบุ๊กได้ทำการเปิดเผยนั้น พบว่ามีเพิ่มสูงขึ้น จาก 34,946 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ของปี ค.ศ.2013 เป็น 35,051 ครั้งในช่วงเดียวกันของปี ค.ศ.2014 ด้วย โดยประเทศที่ขอข้อมูลมากขึ้นคือ อินเดีย ขณะที่สหรัฐอเมริกาและเยอรมนีมีการขอข้อมูลน้อยลง

ส่วนคอนเทนต์ที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กและละเมิดกฎหมายท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์จาก 8,774 เคส เป็น 9,707 เคสในปี ค.ศ. 2014 โดยประเทศที่แจ้งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น ได้แก่ ตุรกี และรัสเซีย

ที่มา : ASTV ออนไลน์ CyberBiz

 ถ่ายทอดความรู้  (คุณกิจ)  โดย

อาจารย์นฤศร  มังกรศิลา หัวหน้างานจัดการความรู้

บันทึกเรื่องเล่า

–>>> การใช้สื่อการเรียนการสอนด้วย Social Media

 

      จากที่กระผมได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอาจารย์ยุคใหม่ โดยใช้ Social Media จัดการเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านการนำสื่อสังคมออนไลน์มาจัดการเรียนการสอน นั้น

      ระหว่างวันที่  ๑๘ ก.พ. ๒๕๕๘  ถึงวันที่   ๒๐ ก.พ. ๒๕๕๘ ณ โรงแรมสีมาธานี  อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เข้าร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการสัมมนาวิชาการเชิงปฏิบัติการ ขอกล่าวถึงเนื้อหาโดยรวมเกี่ยวกับ การใช้สื่อในการเรียนการสอนและ Social Media ในศตวรรษที่ ๒๑ ตามประเด็น….

อ่านต่อได้ที่ –>>> การใช้สื่อการเรียนการสอนด้วย Social Media

2 นักศึกษาฮาร์วาร์ด ผุดไอเดียเจ๋งทำเค้กสเปรย์ นวัตกรรมใหม่ในการทำเค้กสุดง่าย เพียงแค่บีบใส่ถ้วยแล้วเข้าไมโครเวฟ ก็ได้เค้กเนื้อนุ่มสดใหม่ไว้กินเล่นแล้ว
            จอห์น แมคแคลลัม และบรูค โนวาโควสกี 2 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ร่วมกันคิดค้นเค้กสเปรย์ เป็นทางเลือกใหม่ในการทำเค้กกินเองง่าย ๆ แค่มีไมโครเวฟ เพียงบีบเค้กสเปรย์ลงในพิมพ์แล้วนำไปเข้าไมโครเวฟ 1 นาทีก็จะได้เค้กเนื้อนุ่ม รสชาติอร่อย แบบสดใหม่แล้ว
           โดย จอห์น แมคแคลลัม ผู้คิดค้นเค้กสเปรย์มีแนวคิดเกิดขึ้นมาจากเมื่อตอนปี 1 ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เขาได้เห็นคนใช้กระบอกวิปปิ้งครีมในชั้นเรียน เลยปิ๊งไอเดียคิดจะลองทำเค้กสเปรย์ดูบ้าง จากนั้นเลยนำไอเดียมาพัฒนาร่วมกับบรูค โนวาโควส์ เพื่อนสาว จนกลายมาเป็นเค้กสเปรย์ และคว้ารางวัลชนะเลิศจาก Harvard College Innovation Challenge 2014 มาครองอีกด้วย
            ซึ่งเค้กสเปรย์นี้เป็นการพัฒนาการทำเค้กสำเร็จรูปให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น โดยส่วนผสมเค้กที่ใช้ก็จะคล้ายกับแป้งเค้กสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไป แต่ไม่มีเบกกิ้งโซดา หรือผงฟู แต่จะอาศัยแรงอัดของแก๊สจากกระบอกเป็นตัวทำให้ขนมขึ้นฟูโดยไม่ต้องใช้สารเสริมช่วยให้เค้กขึ้นฟูแต่อย่างใด และนอกจากจะสามารถนำไปทำให้สุกง่าย ๆ ด้วยไมโครเวฟได้แล้ว ยังสามารถนำไปอบในเตาอบ หรือในกระทะได้อีกด้วย
            ส่วนใครที่อยากซื้อเค้กสเปรย์แบบนี้มาใช้ ในเมืองไทยยังไม่มีขาย แต่ไม่แน่ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นเค้กสเปรย์ไอเดียเจ๋ง ๆ แบบนี้ มาวางขายอยู่ในท้องตลาดบ้านเราบ้างก็เป็นได้ คราวนี้การทำเค้กกินเองที่บ้านก็จะไม่ใช้เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว
ที่มา : กระปุกดอมคอม

 

75_200804161707341. (1)
เทคโนโลยีปาล์มซีเคียว ในรูปแบบการระบุตัวตนด้วยการสแกนเส้นเลือดดำ เป็นผลงานการคิดค้นของบริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บิสซีเนส
ที่เริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 …

สำหรับกรรมวิธีในการสแกนเส้นเลือดดำ จะใช้แสงที่มีความยาวคลื่นประมาณ 760 นาโนเมตรใกล้เคียงกับแสงอินฟราเรด เมื่อฝ่ามือถูกฉายด้วยแสง ภาพที่ได้จะแตกต่างจากภาพที่สายตาของคนเรามองเห็นภายใต้แสงปกติ โดยภาพที่ถ่ายภายใต้แสงที่ใกล้เคียงกับแสงอินฟราเรดและรูปแบบของเส้นเลือดดำที่ได้ จะถูกนำไปสร้างเป็นรูปแบบที่ต้องการ โดยการประมวลผลรูปภาพและเก็บเอาไว้ ซึ่งการเก็บข้อมูลเส้นเลือดดำสามารถเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ หรือจะเก็บไว้ในบัตรประจำตัวก็ได้ ข้อจำกัดในการใช้งานอยู่ที่ เวลาสแกนหากมีแสงไฟ หรือ แสงสว่างจากธรรมชาติมาตกกระทบมากเกินไป อาจทำให้การอ่านผิดพลาดได้ ในประเทศญี่ปุ่น การระบุตัวตนด้วยการสแกนเส้นเลือดดำ ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นการระบุตัวตนโดยใช้ข้อมูลเฉพาะที่อยู่ภายในร่างกาย ปลอมแปลงได้ยาก ประชาชนกว่า 97-98% สามารถใช้งานได้ ต่างจากการสแกนลายนิ้วมือที่จะมีปัญหามากสำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับสารเคมี ซึ่งทำให้ลายนิ้วมือเลือนราง ที่สำคัญเวลาใช้งานไม่ต้องสัมผัสกับเครื่อง ป้องกันการติดเชื้อโรค เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ที่มีความเสี่ยง เช่น โรงพยาบาล และปัจจุบันญี่ปุ่นนำเทคโนโลยีการสแกนเส้นเลือดดำไปติดไว้กับเครื่องกดเงินเอทีเอ็ม กว่า 40 แห่ง เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของบัตรเอทีเอ็มคู่กับการกดรหัสผ่านแล้ว ระบบนี้ไม่จำกัดว่ามือเล็ก หรือมือใหญ่ ขอให้มีเส้นเลือดดำเป็นพอ

ที่มา : http://technology.thaiza.com/

dnews-files-2014-08-google-aims-archive-human-knowledge-670-jpg

รายละเอียดงานวิจัยใหม่ที่ออกมาในอาทิตย์นี้เผยให้เห็นว่ากูเกิลนั้นกำลังไล่ตามหาความจริงอยู่ ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งมวลเลยทีเดียว

จากรายงานอันน่าสนใจจาก New Scientist นั้น กูเกิลกำลังสร้างฐานข้อมูลล้ำสมัยชื่อ Knowledge Vault (คลังความรู้) ที่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำดัชนีและเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงบางอย่างเท่านั้น แต่ Vault นั้นมีเป้าหมายที่จะเก็บกักข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับโลกและประวัติศาสตร์ของเราเลยทีเดียว

นี่นับว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานมาก และมีแนวโน้มว่าจะเกินความสามารถของกิจกรรมการร่วมมือกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสียด้วยซ้ำไป แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหา เพราะ Knowledge Vault นั้นปฏิบัติการด้วยระบบอัตโนมัติอย่างเต็มตัวที่ใช้อัลกอริธึ่มในการเปลี่ยนข้อมูลดิบที่เก็บมาจากอินเตอร์เน็ตให้กลายเป็นก้อนข้อมูลความรู้ขนาดเล็กที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เนื่องจากธรรมชาติของฐานความรู้ตัวนี้ ข้อมูลภายในก็จะสามารถอ่านได้ทั้งโดยเครื่องจักรและมนุษย์ ซึ่งคุณสามารถข้อมูลจาก Knowledge Vault ได้โดยด้วยวิธีเดียวกับ Google Search เลย หรือว่าว่าคุณอาจจะหันไปถึงสมาร์ทโฟนคู่ใจ ผู้ช่วยดิจิตอลหรือแม้กระทั่งหุ่นยนตร์เพื่อให้ทำการค้นหาแทนคุณก็ยังได้

โครงการดังกล่าวนั้นได้ถูกสร้างขึ้นบนฐานข้อมูลที่มาจากการร่วมมือกันของกูเกิลที่เรียกว่า Knowledge Graph  และจนถึงตอนนี้มันก็ได้เก็บข้อมูลความจริงไว้ประมาณ 1.6 ล้านข้อเท็จจริงแล้ว นักวิจัยของกูเกิลเองก็จะนำเสนอรายงานวิจัยของ Knowledge Vault นี่ในงานประชุมวิชาการชื่อ Knowledge Discovery at Data Mining ที่นิวยอร์คในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ด้วย

ทั้งหมดนี่เป้นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเกี่ยวกับเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเพื่อจะปรับปรุงวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องจักรและฐานข้อมูลต่างๆ โดยในขณะนี้ ฐานความรู้ในลักษณะเดียวกันนี้ก็กำลังถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทต่างๆอย่าง Facebook, Amazon, Microsoft และ IBM ด้วยเช่นกัน

หนึ่งในการประยุกต์ใช้งานของฐานข้อมูลชั้นยอดเหล่านี้ก็คือการสร้างผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนอันล้ำสมัย อีกความหมายหนึ่งก็คือ Siri ของไอโฟนนั้นกำลังจะฉลาดขึ้นและทำงานได้รวดเร็วขึ้นอย่างมากนั่นเอง

ต่อไปในภายภาคหน้า Knowledge Vault สามารถที่จะเป็นฐานของเครือข่ายความจริงเสมือนที่ล้ำสมัยได้ ซึ่งมันจะสามารถส่งมอบข้อมูลได้อย่างทันทีผ่านหน้าจอ heads-up display เกี่ยวกับแทบจะทุกสิ่งที่คุณกำลังมองอยู่เลยทีเดียว อีกทั้ง Knowledge Vault เองก็สามารถที่จะถูกใช้เพื่อทำโมเดลประวัติศาสตร์มนุษย์และสังคมในรูปแบบของชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้ในที่สุดอีกด้วย ซึ่งความรู้ดังกล่าวนั้นอาจจะถูกนำมาใช้ในการคาดการณ์อนาคตก็เป็นได้ด้วยเช่นกัน

ที่มา : http://news.discovery.com/tech/robotics/google-aims-to-archive-all-human-knowledge-140821.htm

เฟซบุ๊กไทยบุกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เห็นความสำคัญโฆษณาออนไลน์ หลังพบคนไทย 24 ล้านคนเล่นเฟซบุ๊ก และ 16 ล้านคนเข้าเฟซบุ๊กทุกวัน ส่วนใหญ่ใช้งานผ่านมือถือ เชื่อเป็นโอกาสเปิดตัวสินค้าให้คนรู้จัก

นายแอร์โรว์ กัว หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบี (SMBs) กลุ่มประเทศจีน (ไต้หวัน ฮ่องกง) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ โดยมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากถึง 24 ล้านคนต่อเดือน และ 16 ล้านคนเข้ามาเล่นเฟซบุ๊กทุกวัน ขณะที่ 13 ล้านคนเล่นเฟซบุ๊กผ่านมือถือ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย แต่ขณะเดียวกันกลับพบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยใช้ช่องทางการทำตลาดผ่านเฟซบุ๊กยังมีไม่มากนัก

“จากการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยพบว่ายังมีการใช้ช่องทางโฆษณาสินค้าผ่านเฟซบุ๊กยังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเอสเอ็มอีที่มีเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นโอกาสดีที่เฟซบุ๊กจะได้สนับสนุนภาคธุรกิจให้ได้รับประโยชน์จากการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเต็มที่ และสามารถใช้การโฆษณาในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั้งจากหน้าจอพีซีหรือผ่านมือถือ ซึ่งเป็นการตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้นสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานและกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน” นายแอร์โรว์กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วโลกที่ใช้เฟซบุ๊กในการเปิดตัวสินค้าให้เป็นที่รู้จักประมาณ 25 ล้านราย โดยมีประมาณมากกว่า 1 ล้านรายที่ใช้โฆษณาบนเฟซบุ๊ก สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจวิธีการใช้ให้ประสบความสำเร็จสามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/business

ขอบคุณ ASTVผู้จัดการออนไลน์

สัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจและพูดถึงมากที่สุดบนสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย คือเรื่องของวงโยธวาทิต โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ถึงแม้ว่าเรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะไม่มีความสลับซับซ้อนและมีข้อสรุปชี้แจงเป็นที่เรียบร้อย แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผลสะท้อนเชิงลบของสังคมต่อเหตุการณ์นี้กลับมากมายมหาศาล ซึ่งมีสาเหตุจากการโต้ตอบกันบนโลกออนไลน์เลยเถิดไปขุดคุ้ยประวัติส่วนตัวของนักเรียนและครูผู้ดูแลจนกลายเป็นประเด็นทางสังคม

สองปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมและมีปริมาณการใช้งานเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นพื้นที่สำหรับแชร์ข้อมูลข่าวสารสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SMEs ที่มักใช้พื้นที่บนโลกออนไลน์เป็นฐานในการสื่อสารกับลูกค้าและสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นกระทู้สนทนา เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแม้แต่อินสตาแกรม ช่องทางต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างกระแสเชิงลบและการจู่โจมบนโลกไซเบอร์อันมีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของกิจการได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงพึงระวังอย่างยิ่ง รวมทั้งต้องมีความรู้ความเข้าใจในการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์อีกด้วย

สัปดาห์นี้มาดูกันว่าหากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวนี้เกิดขึ้นกับธุรกิจของเรา เราควรตั้งหลักรับมือการโจมตีทางสังคมอย่างไร

มีสติ รักษาความเป็นมืออาชีพ

ในกรณีของวงโยธวาทิตที่ตกเป็นข่าว สิ่งที่พวกเขาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่การที่พวกเขาตัดสินใจขอยืมเงิน แต่เป็นการที่พวกเขาตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลด้วยข้อความที่หยาบคาย และอารมณ์รุนแรง ซึ่งย่อมถูกโต้กลับด้วยการประณามที่รุนแรงยิ่งกว่าจากมหาชนบนโลกออนไลน์

สำหรับธุรกิจก็เช่นกัน ข่าวลือหรือการวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบอาจเข้ามาในเวลาที่เราไม่คาดคิด เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ‘การมีสติ’ คือสิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะดำเนินการตอบโต้ ข้อความที่ปรากฏอาจทำให้เราโกรธหรือต้องการโต้กลับด้วยข้อความรุนแรง แต่เราต้องไม่ลืมว่าการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์จะถูกส่งถึงลูกค้าทุกคนด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารข้อความใดเราต้องรักษาความเป็นมืออาชีพไว้เสมอ อย่าลืมว่าเรากำลังสื่อสารในฐานะตัวแทนของแบรนด์ธุรกิจของเรา ไม่ใช่การพูดคุยแบบส่วนตัว

คำ ‘ขอโทษ’ ที่จริงใจ

ก่อนหน้านี้ก็มีอีกหนึ่งกรณีที่คล้ายกันเกิดขึ้นกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างแมคโดนัลด์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 ที่ผ่านโดยแบรนด์ยักษ์ถูกร้องเรียนจากลูกค้าว่า พบแมลงสาบในไอศกรีมโดยระบุสาขาที่ซื้อพร้อมโพสต์ภาพประกอบ

ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องโจษจันบนโลกออนไลน์ในทันที แม้ว่าทางแมคโดนัลด์จะแถลงคำขอโทษอย่างเป็นทางการแต่ท่าทีที่สื่อกลับปราศจากความจริงใจ ด้วยในถ้อยคำแถลงดังกล่าวนั้นแสดงออกถึงการปฏิเสธความรับผิดชอบโดยให้เหตุผลว่าคำร้องเรียนจากลูกค้าลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งหลายครั้งเป็นความเท็จที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังผลประโยชน์จากการฟ้องร้อง ความรู้สึกโดยรวมจึงเป็นไปในทางข่มขู่ผู้ร้องเรียนมากกว่าแสดงความเสียใจต่อผู้บริโภค

หลังการโต้ตอบนี้ผลสะท้อนของชาวเน็ตจึงเปลี่ยนจากอยากทราบว่าคนโพสต์พบแมลงสาบจริงหรือไม่ กลับไปสนใจการแสดงความคิดเห็นถึงท่าทีของแมคโดนัลด์มากกว่า สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีนี้คือความจริงใจที่อยู่ในสารที่สื่อนั้นเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ถ้อยคำที่สำรวมอ่อนน้อม

ตัดสินกันด้วยข้อเท็จจริง

สิ่งที่ถูกจับมาเป็นประเด็นพูดถึงในโลกออนไลน์อาจไม่เป็นความจริงเสมอไป ฝ่ายที่เริ่มจุดประเด็นสร้างกระแสอาจมีจุดประสงค์อื่นหรือตั้งใจบอกเรื่องราวบางส่วนเพื่อให้เกิดผลเสียต่อธุรกิจเป้าหมาย ซึ่งข้อความหรือเหตุการณ์ถูกนำมาเล่านั้นมักสร้างความรู้สึกไม่ดีแก่ลูกค้าผู้พบเห็น และบ่อยครั้งที่เจ้าของแบรนด์โต้กลับด้วยความสุภาพเป็นที่มืออาชีพ แต่ก็ยังถูกมองว่าแก้ตัว

บรรดาแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์ต่างรู้ว่า สิ่งที่ลบกระแสวิจารณ์ที่ดีที่สุดคือการหักล้างข้อกล่าวหาด้วยข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น ก่อนที่ผู้ประกอบการจะดำเนินการโต้ตอบทางโซเชียลมีเดีย ผู้ประกอบการต้องค้นคว้าหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อให้ข้อมูลจริงและถูกต้องกับลูกค้าได้

Social Media Guidelines ของธุรกิจ

Guidelines หรือแนวทางการใช้งาน Social Media ในองค์กรเป็นสิ่งหนึ่งผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่มากให้ความสำคัญ ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทความสำคัญต่อธุรกิจมากขึ้นทุกวัน พนักงานผู้ร่วมงานทุกคนที่มีตัวตนบนโลกออนไลน์จึงรับบทบาทผู้ดูแลแบรนด์ไปโดยปริยาย องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการอบรมชี้แจงแนวทางการสื่อสาร การโพสต์ข้อความหรือให้ข้อมูล การตอบโต้ในฐานะตัวแทนของแบรนด์นั้นๆ ให้แก่ทุกคนในองค์กรทราบ

สิ่งที่ถูกระบุไว้บน Guidelines มีความแตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร โดยมีหลักคือ
– แนวทางการใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร
– วิธีการลำดับความสำคัญของเรื่องที่เกิดขึ้น
– ระดับของข้อมูลที่สามารถเปิดเผยแก่สาธารณะ
– แนวทางการประพฤติตนในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

Social Media Guidelines ที่ว่านี้นอกจากจะช่วยลดความเสียหายจากความประพฤติไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับค่านิยมองค์กรแล้ว ยังช่วยให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Brand Ambassadors ที่ดีด้วย

Social media หรือสื่อสังคมออนไลน์เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้แบรนด์ของเราเข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่สาธารณะที่วางตำแหน่งแบรนด์ของเราในช่องว่างที่ให้เป็นได้ทั้งโจทก์และจำเลยทางสังคมเช่นกัน ผู้ประกอบการในโลกยุคใหม่จึงต้องใส่ใจแนวทางปฏิบัติและสร้างความเข้าใจต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากสื่อสังคมออนไลน์ด้วยความรอบคอบเพื่อรับมือสถานการณ์อย่างมืออาชีพ

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
http://www.facebook.com/SMECompass

icon Tomorrow’s E-Commerce : Trend & Marketing 

ธุรกิจออนไลน์ถือเป็นเทรนด์แห่งอนาคต ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเลือกใช้ google, youtube, facebook และ instagram เป็นช่องทางหนึ่งในการนำเสนอสินค้า ซึ่งมีความแพร่หลายและเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากสิ่งที่ใช้อยู่เป็นกิจวัตร  อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้สนใจในการทำธุรกิจออนไลน์เป็นจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญคือ แต่ละท่านได้ “ลงมือทำ และเชื่อมั่นต่อการทำธุรกิจออนไลน์แล้วหรือไม่”

การจะทำธุรกิจออนไลน์ ต้องเข้าใจ คำแรก คือ คำว่า Trend โดย Trend นั้น หมายถึง “การหาสินค้า” (ขายอะไรดี)  นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด สินค้าที่ขายได้ดีที่สุดในโลกออนไลน์ คือ สินค้าที่ไม่สามารถหาได้ในโลกแห่งความเป็นจริง หรือหาได้ยาก (เฉพาะทาง) และต้องเป็นสินค้าที่เป็น “Need” (ความจำเป็นทางจิตใจ) ไม่ใช่ “Want” (ความต้องการ) จึงขอนำเสนอกฏสำคัญ 5 ข้อสำหรับสินค้าที่ขายได้ดีตลอดกาล

1.   สินค้าที่ทำให้ลูกค้าดูโดดเด่นในสังคม เป็นสินค้าที่สร้างความรู้สึกทางใจให้แก่ผู้ซื้อ และทำให้บุคคลภายนอกมองเห็นได้อย่างชัดเจน จะสร้างความภาคภูมิใจ และความไม่เหมือนใครให้แก่ผู้ซื้อได้

2.   สินค้าที่ตอบสนองด้านความสวยงาม และทำให้ผู้อื่นเกิดความสนใจต่อผู้ซื้อ เกี่ยวกับการแต่งตัว หน้าตา และสิ่งที่ทำให้เพศตรงข้ามสนใจ

3.   สินค้าที่เล่นกับความทุกข์ของคนหรือช่วยให้คนหายทุกข์ หายเจ็บปวด

4.   สินค้าที่ทำให้คนที่เรารักมีความสุข

5.   สินค้าที่ตอบสนองงานอดิเรก สิ่งที่ชอบ

คำที่สองที่ต้องรู้จัก คือ คำว่า  Marketing หรือ “การทำการตลาด” (ขายของได้) ทำอย่างไรให้ลูกค้าเห็นสินค้าของเราให้ได้มากที่สุด  โดยเราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อให้เราทำการตลาดได้อย่างตรงจุด ปัจจุบัน การทำการตลาดสำหรับการค้นหาสินค้านิยมใช้ 2 วิธี คือ

1. SEO (Search Engine Optimization) โดยการเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในส่วนของผลการค้นหาให้อยู่ในลำดับต้น ๆ หรือหน้าแรก โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฏของ Search Engine นั้น ๆ

2. PPC (Pay Per Click) คือ ส่วนของพื้นที่โฆษณาซึ่งอยู่ในหน้าผลการค้นหาเช่นกัน แต่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีการคลิกเปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ PPC มีข้อแตกต่างกับ SEO ตรงที่สามารถแสดงผลในลำดับต้น ๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่ทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จัก ได้แก่ การทำ Google Adwords, การทำ Classified Marketing หรือการประกาศขายผ่านเว็บไซต์ประกาศต่าง ๆ , การโฆษณาลงเว็บบอร์ด และการลงสินค้าบน Facebook

ธุรกิจออนไลน์ถือเป็นการลงทุนทางธุรกิจที่มีต้นทุนถูกที่สุด และมีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องศึกษาและทำความเข้าใจ “Trend” กับ “Marketing” ให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ เพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ จากนั้น ลงมือทำด้วยความตั้งใจ

ข้อมูลจาก : คุณวรเศรษฐ์ เมธาอัครพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบายโกลบอกเทรด จำกัด

จากการสัมมนา “Tomorrow’s E-Commerce : Trend & Marketing”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

12-13 ธันวาคม 2556 

องค์การโทรคมนาคมของประเทศลาว เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 26 ต.ค.55 ที่ผ่านมา ทางการลาวได้ทดลองเปิดใช้เทคโนโลยี 4G แล้วในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรปครั้งที่ 9 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5-6 พฤศจิกายนนี้

20131031140707

ทั้งนี้ เทคโนโลยี 4G จะถูกนำมาใช้ในการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ซึ่งมีคณะผู้นำและแขกจากประเทศต่าง ๆ กว่า 50 ประเทศที่เข้าร่วมประชุม ส่วนต่างจังหวัดของลาวคาดว่าจะได้ใช้ 4G ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

โดยความเร็วของเทคโนโลยี 4G มีความเร็วสูงสุดกว่า 100Mbps เร็วกว่าเทคโนโลยี 3G ถึง 5 เท่า ซึ่งจากการเปิดตัวดังกล่าว ทำให้ลาวเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ที่ได้นำ 4G มาใช้

เนื้อหาอ้างอิงจาก  mthai

download
ประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ด้วยยอดขายแตะ 3740 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กำไรเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ และราคาหุ้นพุ่งทะลุ 73 เหรียญสหรัฐฯ ใกล้จุดสูงสุด ซีอีโอสตาร์บัคส์ไม่บอกว่าอนาคตข้างหน้า กาแฟสตาร์บัคส์จะมีรสชาติหรือกลิ่นแปลกใหม่มากน้อยเพียงใด แต่ยืนยันว่านับจากนี้ เทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญ ในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมบริการใหม่ๆ ในร้านสตาร์บัคส์ 18000 สาขาทั่วโลก

นาย Howard Schultz ซีอีโอสตาร์บัคส์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ ว่าแม้สตาร์บัคส์ เป็นร้านขายกาแฟชื่อดังสัญชาติมะกัน จะอยู่มนช่วงพีคที่สุดนับตั้งแต่ทำธุรกิจมา 31 ปี แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ไม่สามารถทำให้สตาร์บัคส์ นิ่งเฉยอยู่ได้ และกำลังอยู่ระหว่างคิดค้นนวัตกรรมบริการใหม่ ให้แก่ลูกค้า ผ่านร้านสตาร์บัคส์ที่มีอยู่ 18000 แห่งใน 62 ประเทศ

“ขณะนีเรากำลังวางแผน คิดค้น คอนเซปต์ใหม่ๆ ให้กับร้านสตาร์บัคส์ ไม่ใช่แค่การตกแต่งและคุณภาพการให้บริการ แต่รวมถึงการให้ประสบการณ์ด้านดิจิตอลเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าด้วย”

เขาบอกว่า ขณะนี้ยังไม่มีภาพที่ชัดเจนของร้านสตาร์บัคส์ใหม่ และสตาร์บัคส์ยังคงเป็นสตาร์บัคส์ที่ลูกค้าคุ้นเคย แต่ในอนาคต เมื่อลูกค้าเดินเด้ข้าร้านปั๊บจะต้องสัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของสตาร์บัคส์ในอนาคตจะมาจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นหลัก อย่างเช่น การชำระค่ากาแฟด้วยมือถือ ซึ่งสตาร์บัคส์เริ่มการให้บริการไปแล้ว และได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันสตาร์บัคส์ มียอดชำระเงินผ่านมือถือสัปดาห์ละ 3 ล้านบิล มากกว่ายอดชำระเงินผ่านมือถือของ 10 บริษัทรวมกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกค้าสตาร์บัคส์ก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพียงใด

การเปลี่ยนแปลงที่จะมาจากเทคโนโลยีในอนาคต ได้แก่ การให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ อนามัยที่ดี รวมไปถึงการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มอื่นๆ นอกจากคอกาแฟให้เพิ่มมากขึ้น ภายใต้เป้าหมายผลักดันให้สตาร์บัคส์เป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมและความเป็น “ต้นแบบ”

โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์โฟกัสไปที่สินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสูตรเครื่องดื่มอยู่มากมาย รวมไปถึงการเข้าซื้อกิจการเครื่องดื่มล่าสุด ซึ่งทำให้สตาร์บัคส์ได้สิทธิผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม

นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนอีกประการในร้านสตาร์บัคส์ ยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการให้บริการมากขึ้น จากพฤติกรรมของลูกค้าสตาร์บัคส์ ที่เป็นกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยีเป็นพิเศษ ด้วยจำนวนของผู้ใช้ ที่นิยมชำระค่ากาแฟด้วยมือถือแล้ว สตาร์บัคส์ ยังมียอดแฟนในเฟคบุ๊ก สูงถึง 54 ล้านคนด้วย โปรเจกต์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในระยะเวลาไม่ไกลจากนี้ คือ การเสิร์ฟกาแฟให้ลูกค้า ทันที่ที่ก้าวถึงเคาน์เตอร์สตาร์บัคส์ โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสั่งและรอออเดอร์ นั้นหมายความว่าการใช้เทคโนโลยีที่จดจำพฤติกรรมของลูกค้าว่าดื่มเครื่องดื่มประเภทใด ผ่านการใช้บริการแอพพลิเคชั่นของสตาร์บัคส์บนโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าไปยิ่งขึ้น และอาจจะรวมถึงการนำเทคโนโลยี 3 มิติมาใช้ในร้านสตาร์บัคส์ หลังจากที่นาย Schultz ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ Life of Pi และชื่นชอบเป็นอย่างมาก